กุ้งขาว

(1/1)

morgan manager:
คนเลี้ยงกุ้งขาวของไทยนั้นมี หลากหลายรูปแบบการเลี้ยง อาจเพราะมีความหลากหลายในเทคนิคการเลี้ยงของแต่ละคน แต่ละพื้นที่นี่เองที่ทำให้ปริมาณกุ้งของไทย มีปริมาณส่งออกมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ รูปแบบการเลี้ยงที่เห็นในไทยนั้นก็จะเป็นว่าบ้างก็เลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ความเค็มต่ำ บ้างก็เลี้ยงกุ้งในความเค็มปกติ บ้างก็เลี้ยงกุ้งแบบปล่อยแน่น บ้างก็ปล่อยบางเพื่อทำกุ้งไซส์ใหญ่ขาย บ้างก็เลี้ยงแน่นเลยพอผ่านไปได้ระยะหนึ่งก็จะกระจายสู่บ่ออื่นเพื่อย่นระยะเวลาเลี้ยงและต้นทุน บ้างเลี้ยงกุ้งขาวด้วยอาหารกุ้งกุลาดำ บ้างก็เลี้ยงกุ้งขาวด้วยอาหารกุ้งขาวเอง และ ก็มีพบบ้างเช่นกันที่เลี้ยงกุ้งขาวด้วยอาหารกุ้งสมทบซึ่งมีค่าโปรตีน ไม่สูงมาก

วันนี้เราจะตามไปดูการเลี้ยงกุ้งของคุณหนึ่ง (คุณจรัล รามสิน) เกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งหนุ่มไฟแรงในพื้นที่ระโนด(พื้นที่ดั้งเดิมของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในอดีตและถือได้ว่าเป็นพื้นที่ปราบเซียน ซึ่งคุณหนึ่งมีบ่อเลี้ยงกุ้งที่ต้องดูแลหลายสิบบ่อ ตกขนาดบ่อเฉลี่ยแล้วประมาณ 3.5-4ไร่ต่อบ่อ ที่บ่อจะมีการปูพีอีในแนวสโลป และพื้นที่หว่านอาหาร ส่วนกลางบ่อไม่ได้ปูพีอี หากมีคำถามว่าทำไมต้องตามติดการเลี้ยงของคุณหนึ่ง?คำตอบก็คือคุณหนึ่งเลี้ยงกุ้งขาวด้วยอาหารกุ้งสมทบ และกุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีมาก อีกทั้งเมื่อจับกุ้งแต่ละบ่อแล้ว ดีดลูกคิดออกมาเห็นกำไรชัวร์ ซึ่งการเลี้ยงของที่นี่อายุกุ้ง120วัน กุ้งก็ได้ไซส์ 38-42 ตัวต่อกิโลกรัม แถมต้นทุนในการเลี้ยงก็ต่ำ
คุณหนึ่งเลี้ยงแบบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ เห็นได้จาก การเลี้ยงในพื้นที่นี่จะพบกับน้ำที่มีความเค็มหลายแบบในแต่ละช่วงเวลาของปี น้ำในบริเวณนี้มีความเค็ม ตั้งแต่ 4-30 พีพีที แล้วแต่ช่วงฤดูกาล
อัตราการปล่อยลูกกุ้ง ช่วงน้ำความเค็มต่ำก็จะปล่อยบาง คือ ประมาณ 100,000- 120,000 ตัวต่อไร่

ช่วงน้ำมีความเค็มดี หรือความเค็มเป็นปกติ ก็จะปล่อยลูกกุ้งประมาณ 130,000-150,000 ตัวต่อไร่
การเตรียมบ่อ หลังจับกุ้งแล้วจะตากบ่อช่วงเวลาหนึ่ง หากแดดดีก็จะตากบ่อประมาณ 4-7วัน จากนั้นก็จะเอาน้ำเข้าบ่อเลย อ้อเกือบลืมไปว่าช่วงตากั้น ทางฟาร์มจะลงปูนขาวบริเวณเลนกลางบ่อ(ถ้าไม่ได้เอาเลนออกจากบ่อ)
น้ำที่เติมเข้าบ่อจะผ่านการกรองด้วยถุงกรองสองชั้นเพื่อลดปริมาณสัตว์ภายนอกเข้ามาในบ่อ เมื่อน้ำเต็มบ่อแล้ว ก็จะใส่คอปเปอร์ซัลเฟต ประมาณ 25กิโลกรัมต่อบ่อ(ขนาดบ่อ 3.5ไร่) เพื่อกำจัดหอย หลังจากนั้น3วันก็จะลงกากชา 100 กิโลกรัมต่อบ่อ3.5ไร่ (25-30กิโลกรัมต่อไร่) เพื่อฆ่าปลา ส่วนเรื่องการใช้สารกำจัดพาหะนั้นทางฟาร์มไม่ได้ใช้สารกำจัดพาหะกับทุกบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่จะดูจากการเลี้ยงในรอบที่ผ่านมาว่ามีกุ้งเคย กุ้งกะต่อม หรือกุ้งธรรมชาติในบ่อมากหรือไม่ ถ้ามีมากในรอบถัดไปี้ก็จะใช้สารกำจัดพาหะนั่นเอง
การทำสีน้ำ ทางฟาร์มไม่ต้องใส่สารอะไรในการสร้างสีน้ำเพราะสีน้ำและอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นเองในบ่อ(เพราะไม่ได้ลอกเลนกลางบ่อ หรือ ไม่ได้เอาเลนออกจากบ่อหลังจับกุ้งแล้ว)

การปล่อยกุ้ง ทางฟาร์มจะนัดลงลูกกุ้งหลังลงคอบเปอร์ซัลเฟตประมาณ 15 วัน (พูดง่ายๆคือวันลงคอบเปอร์ซัลเฟตก็คือวันที่สั่งจองลูกกุ้งเพื่อลงบ่อในอีก15 วันข้างหน้า) คุณหนึ่งบอกพวกเราว่าชอบปล่อยลูกกุ้งโดยให้โรงเพาะฟักลูกกุ้ง ขนส่งลูกกุ้งมาที่ฟาร์มด้วยการบรรจุลูกกุ้งใส่ถังใหญ่ให้ออกซิเจนเต็มที่ เพื่อนำมาปล่อยในบ่อ ช่วงเวลาที่ปล่อยก็จะเป็นช่วงใดก็ได้ที่สะดวกกับทางฟาร์ม(บ่าย4 โมง) คุณหนึ่งบอกชอบปล่อยกุ้งแบบนี้เพราะไม่ต้องใช้คนมาก อีกทั้งอัตรารอดก็ดี เน้นเอาลูกกุ้งคุณภาพจากแหล่งผลิตที่อยู่ใกล้ฟาร์ม เน้นเอากุ้งแข็งแรงเป็นหลัก ขนส่งใกล้กุ้งไม่เครียด กุ้งแข็งแรงจะว่ายน้ำรวดเร็ว เมื่อทดสอบเอากุ้งมาใส่กะละมังแล้วกวนน้ำ กุ้งว่ายต้านน้ำได้หรือเกาะพื้นกระจายตัว ไม่นอนกองรวมกันกลางกะละมัง

การให้อาหารกุ้ง ต้องกระซิบบอกเลยว่า คุณหนึ่งอาจไม่ให้อาหารลูกกุ้งที่นำมาปล่อยในบ่อเลยก็ได้ประมาณ5-7วัน หากในบ่อมีอาหารธรรมชาติหรือสัตว์หน้าดินเกิดขึ้นมากในช่วงเตรียมบ่อ แต่ถ้าบ่อไหนสัตว์หน้าดินไม่เกิดก็จะเริ่มให้อาหารทันทีหลังปล่อยกุ้งเหมือนผู้เลี้ยงกุ้งทั่วไป(ตรงนี้ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจด้วยนะครับ)
บ่อที่มักจะให้อาหารทันทีคือบ่อที่ลอกเลนใหม่ หรือบ่อที่ไม่มีขี้เลนเลย
เวลาในการให้อาหารกุ้ง 8.30น. 12.30น. 16.30น. 20.30น.

มาดูการเดินอาหารหลังจากที่อาหารธรรมชาติในบ่อไม่มี จะเริ่มให้ 1.5 กิโลกรัมต่อมื้อต่อบ่อ ( ซึ่งในหนึ่งวันจะให้อาหารกุ้ง 4 มื้อ(สรุปแล้วก็ตกวันละ 6 กิโลกรัมต่อกุ้ง 450,000ตัว) จากนั้นก็จะเพิ่มวันละ 200 กรัมหรือพูดง่ายๆคือ 2 ขีดต่อบ่อ เพิ่มแบบนี้ทุกวันจนเช็คยอออก ส่วนเรื่องยอจะเริ่มลงยอตั้งแต่แรกที่เอาน้ำเข้าเลย เพราะจะได้ดูอาหารธรรมชาติ ดูสัตว์หน้าดิน ดูลูกปลา แต่จะใช้เป็นตัวบ่งชี้การเพิ่มลดการให้อาหารก็ตอนที่ปล่อยลูกกุ้งนั่นเอง) ส่วนใหญ่จะเช็คยอออกหลังลงกุ้งไปแล้วประมาณ 18 วัน คุณหนึ่งมองว่าที่เช็คยออกได้เร็วเพราะการกำหนดการให้อาหารที่ไม่มากเกินไป ในช่วงเริ่มต้น การเพิ่มอาหารในแต่ละมื้อหลังเช็คยอได้จะเพิ่มประมาณ 1-2 กิโลกรัม โดยอาศัยการดูขี้กุ้งในยอและอาหารเหลือในยอเป็นหลัก


เทคนิคการเช็คยอ ทางฟาร์มจะวางยอ ไว้บ่อละ 2 ยอ โดยอัตราการใส่อาหารในยอ จะใช้ฝารีเจนซี่ ในการเทียบกับอาหารที่ให้กุ้งกิน เช่น 1ฝารีเจนซี่ต่ออาหารกุ้งที่ให้ 5 กิโลกรัม (1ฝารีเจนซี่เทียบได้ประมาณ 10 กรัม) นั่นก็หมายความว่าคุณหนึ่งจะให้อาหารในยอประมาณ 2กรัมต่ออาหารกุ้ง1 กิโลกรัม ตลอดการเลี้ยง แต่จะเปลี่ยนแปลงเวลาในการเช็คยอ ดังมีรายละเอียดดังนี้
อายุกุ้ง 30วันแรก จะเช็คยอที่ 3ชั่วโมง
อายุกุ้งระหว่าง 30-60 วัน จะเช็คยอที่ 2.5 ชั่วโมง
อายุกุ้ง 60 วัน ถึง 105 วัน จะเช็คยอที่ 2 ชั่วโมง
ตั้งแต่105 วัน ขึ้นไป จะเช็คยอที่ 1.5 ชั่วโมง

ถ้าอาหารเหลือในยอทั้งสองเทียบได้ประมาณ ครึ่งฝารีเจนซี่ก็จะลดอาหารมื้อต่อไปลง 5 กิโลกรัม
ถ้าอาหารเหลือเทียบได้ประมาณ 1ฝารีเจนซี่ก็จะลดอาหารลงในมื้อต่อไป 10 กิโลกรัม
แต่ถ้าทั้งสองยออาหารเหลือหรือไม่หมดเลยก็จะงดให้อาหารในมื้อต่อไป


ชนิดอาหารที่ให้ จะให้อาหารกุ้งขาว เบอร์ 1 เบอร์2 เบอร์3 แต่พอขึ้น 3เอ็มก็จะให้เป็นอาหารกุ้งสมทบ ซึ่งทางฟาร์มใช้รูปแบบการเลี้ยงด้วยอาหารลักษณะดังกล่าวจะทำให้กุ้งที่เลี้ยงแบบนี้เมื่อมีอายุ 120 วันจะมีขนาด 38 ตัว/กิโลกรัม
การจัดการอื่นๆเพื่อการเลี้ยงกุ้งขาวให้ราบรื่น

จากประสบการณ์ที่มักพบปัญหาของฟาร์มคือกุ้งเป็นกล้ามเนื้อขุ่นบ่อย และอาจมีบางบ่อเป็นตะคริวบ้างในช่วงอายุ 25-30 วัน คุณหนึ่งบอกเราว่าเขาแก้ไขโดยการเสริมแร่ธาตุในน้ำให้กับบ่อ คือ ใส่แคลเซียมคลอไรด์ ประมาณ15กิโลกรัมต่อไร่ และ ใส่แมกนีเซียมคลอไรด์ 15 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งเติมโปตัสเซียมคลอไรด์ประมาณ1-2 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นที่ฟาร์มซึ่งมีบ่อขนาดประมาณ 3.5-4ไร่ต่อบ่อก็จะใส่ แคลเซียมคลอไรด์ 50 กิโลกรัม ใส่แมกนีเซียมคลอไรด์ 50 กิโลกรัม และโปตัสเซียมคลอไรด์ใส่ประมาณ 5กิโลกรัม ช่วงแรกใส่ทุกวันเช่นติดต่อกัน5วัน แต่หลังจากนั้นทางฟาร์มจะใส่แคลเซียมและแมกนีเซียมทุกสัปดาห์ โดยใส่สัปดาห์ละสองครั้งเท่านั้น เช่นใส่ทุกวันจันทร์ กับวันพฤหัสบดี ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่มากวนใจอีกต่อไป เวลาในการใส่แร่ธาตุเหล่านี้จะใส่ตอนที่หมดแสงอาทิตย์ เช่นประมาณ 1 ทุ่ม หรือ 2 ทุ่ม

ทางฟาร์มตรวจเช็คคุณภาพน้ำ หาค่าพีเอชและแอมโมเนียทุกวัน ส่วนการวัดค่าแร่ธาตุเช่นแคลเซียมและแมกนีเซียมจะตรวจเช็คสัปดาห์ละครั้ง
ฟาร์มแห่งนี้มีการขึงเชือกกันนก และมีการล้อมรั้วกันปู เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไปจุดอื่นได้ง่าย
มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำระหว่างการเลี้ยงน้อยมาก เน้นเติมน้ำเป็นหลักโดยจะเติมน้ำอยู่เรื่อยๆ กุญแจอย่างหนึ่งที่พบได้ในบ่อคือ เวลากุ้งมีปัญหา หรือ สีน้ำล้ม การเติมน้ำใหม่ พร้อมกับมีการใส่จุลินทรีย์ที่ดีไปช่วยย่อยของเสียและปรับพื้นบ่อ พบว่ากุ้งและน้ำในบ่อจะมีอาการดีขึ้น


เครื่องให้อากาศ เป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้า ความเร็วรอบ 90-120 รอบ/นาที


การเปิดปิดเครื่องให้อากาศ ช่วงให้อาหารตอนเริ่มเลี้ยงอาจปิดเครื่องให้อากาศประมาณ 2ชั่วโมง พอกุ้งโตหน่อยก็อาจปิดช่วงให้อาหารประมาณ 1.5ชั่วโมง กุ้งใหญ่มากอาจปิดแค่หลือครึ่งชั่วโมง หรือ พอหว่านอาหารเสร็จก็ติดเครื่องได้เลย ดูตามความเหมาะสม เพราะมองว่ากุ้งที่ได้ออกซิเจนเต็มที่จะมีสุขภาพที่ดี
แบ่งขายกุ้งในบ่อ หรือ การพาเชียลกุ้งในบ่อ
-ทางฟาร์มจะแบ่งขายกุ้งในบ่อเมื่อกุ้งได้ขนาด 70-90ตัว/กก โดยจะจับออกขายประมาณ 1.5-2ตันต่อบ่อ ดังนั้นโดยเฉลี่ยในบ่อหนึ่งจะแบ่งจับกุ้งออกขายประมาณ 3-4รอบ ทำให้ได้ผลผลิต รวม 7 ตัน/บ่อ หรือประมาณ 2 ตัน/ไร่

คำแนะนำที่คุณหนึ่งฝากบอกกับเพื่อนเกษตรกร คือ -ควรมีการจับกุ้งแบ่งขาย หากกุ้งในบ่อแน่น เพราะเมื่อกุ้งแน่นเลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งกุ้งจะไม่โตหรือไซส์ไม่ขยับ เราต้องจับออกขายบางส่วนบ้าง
-เน้นใส่แร่ธาตุที่กุ้งต้องการอยู่เสมอ เช่นแคลเซียมคลอไรด์ แมกนีเซียมคลอไรด์ หรือ โปตัสเซียม เพราะมีบทพิสูจน์แล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นกับการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่น ยิ่งการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ความเค็มต่ำ

-ระหว่างเลี้ยง ถ้าพีเอชน้ำในบ่อต่ำก็ต้องใส่ปูนขาว
-ถ้าพีเอชสูงมากเกินไปกุ้งไม่ค่อยลอกคราบก็จะใส่กากน้ำตาลเพื่อลดค่าพีเอช
-มองการขึงเชือกกันนกและสร้างรั้วกันปูเป็นสิ่งที่ช่วยป้องการการแพร่ระบาดโรคจากในบ่อออกสู่ภายนอก(ลดการแพร่ระบาด)
ท้ายที่สุดคือ คุณหนึ่งมองการเลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ระโนดว่าถึงแม้จะมีประวัติการเลี้ยงกุ้งที่ยาวนานในพื้นที่นับ20 ปี คุณหนึ่งก็ยังมองว่าจะยังสามารถเลี้ยงกุ้งได้ตลอดไป ขอแค่เรารู้จักปรับตัวและปรับการเลี้ยงอย่างเหมาะสม เช่นการเลี้ยงกุ้งแบบคุณหนึ่งที่ใช้อาหารกุ้งสมทบแต่ก็เลี้ยงกุ้งได้ตามเป้าแถมตัวโตอีกต่างหาก
เมื่อกุ้งมีอายุประมาณ 120 วัน ที่ไซส์กุ้งขาว 38 ตัว/กิโลกรัม )


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ