29 กรกฎาคม 2014,- 05:40 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้ารวม   วิธีใช้เวปบอร์ด ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]
   
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร  (อ่าน 2309 ครั้ง)
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2946


« เมื่อ: 02 ตุลาคม 2009,- 10:36 AM »


ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรกรณี ที่เป็นภาษีอากรประเมิน หากผู้มีหน้าที่เสียภาษี
ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีหรือเสียไว้ไม่ถูกต้อง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบ
ก็จะต้องทำการประเมิน และแจ้งจำนวนภาษีที่ จะต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีตามที่กำหนดไว้ เมื่อได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากมิใช่กรณีห้ามอุทธรณ์ ผู้รับแจ้งการประเมินมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์2ได้ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว หากผู้อุทธรณ์ไม่พอใจ ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ศาลได้ แต่เนื่องจากหนังสือแจ้งการประเมิน
และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยต้องทำเป็นหนังสือ และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 374 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กล่าวคือ ให้เหตุผลและ ข้อเท็จจริงอื่นอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลใน
ข้อกฎหมายที่อ้างเหตุผลในข้อพิจารณา และ ข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจด้วย แต่ในปัจจุบันเกิดปัญหาทางปฏิบัติที่น่าสนใจว่า ปัญหาที่เกิดจากการไม่ระบุเหตุผลที่ชัดเจนในการประเมินภาษีอากรและในคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะมีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง
ในการพิจารณาคดีภาษีอากรของศาลในอดีตทั้งก่อนมีการจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและภายหลังที่มีการจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางแล้ว จะเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับ การประเมินของ
เจ้าพนักงาน ได้ประเมินเรียกเก็บภาษีโดยถูกต้องตามที่กฎหมายภาษีอากรนั้นๆ บัญญัติไว้ หรือไม่ หรือการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ได้วินิจฉัยการประเมินของเจ้าพนักงานตามที่มีการอุทธรณ์มานั้นถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากรนั้นๆ หรือไม่ ถ้าถูกต้องแล้วก็จะพิพากษาตามการประเมิน ถ้าไม่ถูกต้องก็จะพิพากษาเพิกถอนการประเมินให้เจ้าพนักงานกลับไปประเมินใหม่ให้ถูกต้อง แต่ปัจจุบันนี้ศาลมีแนวพิพากษาแก้ไขการประเมินแทนเจ้าพนักงาน รวมทั้งจะพิพากษาตามแนวของคําพิพากษาศาลฎีกาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคําวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 โดยไม่พิจารณาถึงการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน หรือของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากรนั้นๆ หรือไม่ ดังเช่นแต่ก่อน ซึ่งรวมไปถึงการประเมินภาษีท้องถิ่นอื่นๆ และคําชี้ขาดของผู้บริหารท้องถิ่นคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดินด้วย ซึ่งต่อไปอาจจะรวมไปถึงภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตและทุกๆ ภาษีที่มีการจัดเก็บ เมื่อถึงเวลานั้นอาจมีผลต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐต้องสะดุดหยุดลงหรือชะลอตัวไปไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ มีข้อที่ต้องพิจารณา ดังนี้


1.การประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรส่วนใหญ่ เป็นภาษีอากรประเมิน5 ประเภทประเมินตนเอง (Self-Assessment) กล่าวคือ ผู้มีหน้าที่และความรับผิดชอบยื่นรายการและชำระภาษีอากรด้วยตนเอง เช่น การคำนวณภาษีอากร การยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีอากรภาย ในเวลาตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีโดยการประเมินตนเองแล้ว ถ้าเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบในภายหลังว่า การเสียภาษียังไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีอากรเพิ่มเติมได้
เมื่อมีการแจ้งการประเมินตามประมวล-รัษฎากร ไม่ว่าเป็นภาษีประเภทใดไปยังผู้เสียภาษี หากผู้ถูกประเมินเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง มาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ก็บัญญัติให้ ผู้ถูกประเมินมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินดังกล่าว ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 และมาตรา 25 ดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีที่ผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร คือ อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกรมการปกครอง หากผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในจังหวัด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขต(ภาค) หรือ ผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ได้ทำการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ ก็ต้องมีการทำคำวินิจฉัยแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบ6

การวินิจฉัยอุทธรณ์ปัจจุบันอธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดแบบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้คือ แบบ ภ.ส. 7 ในการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องพิจารณาหรือวินิจฉัยอย่างไร คงมีแต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้ ดังต่อไปนี้

(1) คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็น ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่มิได้เป็นเจ้าพนัก-งานประเมินที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คงมีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอุทธรณ์เท่านั้น จะไปพิจารณาประเด็นอื่นหรือตั้งประเด็นใหม่นอกเหนือไปจากประเด็นเดิมที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ไม่ได้ 7 แต่ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องและจำเป็นที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องทำการตรวจสอบและประเมิน แต่ปรากฏว่า เจ้าพนักงานประเมินยังมิได้ดำเนินการ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะต้องย้อนสำนวน ไปให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบและประเมินเสียก่อน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะพิจารณาวินิจฉัยเลยไม่ได้ เพราะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิใช่ เจ้าพนักงานประเมิน
(2) เมื่อมีการอุทธรณ์การประเมิน ตามมาตรา 29 และมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร กฎหมายกำหนดให้ต้องอุทธรณ์การประเมินไปยังผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์หรือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของผู้ประเมินหรือ เจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วผู้มีหน้าที่ในการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามที่เห็นสมควร โดยทำ คำวินิจฉัยเป็นหนังสือแจ้งไปยังผู้อุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร8

คําวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นคําสั่งของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามกฎหมาย เป็นการใช้อํานาจตามกฎหมายซึ่งมีผลในวันที่ก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างรัฐกับผู้ต้องเสียภาษี โดยผู้ต้องเสียภาษีมีหน้าที่ต้องชําระภาษีอากร ดังนั้น คําวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็น คําสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราช-บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้กำหนดไว้ว่า คำสั่งทางปกครองนั้น จะต้องระบุ (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสําคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และ (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของคณะ-กรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ในคําวินิจฉัยอุทธรณ์ในเฉพาะประเด็นที่อุทธรณ์ด้วย
ไม่ว่าคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จะให้ยกอุทธรณ์ ให้เพิกถอน
การประเมิน ให้ลดภาษี ให้เพิ่มภาษี ไม่รับคําอุทธรณ์ไว้พิจารณา หรือแจ้งการเปลี่ยนแปลง
ผลขาดทุนสุทธิก็ตาม ถ้าคําวินิจฉัยอุทธรณ์ทําไม่ถูกต้องตามรูปแบบและวิธีการที่กําหนดไว้
ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องถูกเพิกถอน ซึ่งจะเป็นผลให้ทั้งโจทก์และจําเลยต่างก็ไม่อาจที่จะอ้าง
หรือนําคําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มาบังคับใช้แม้ส่วนใดส่วนหนึ่งได้ 9

เนื่องจากได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 2747/2546 ฎีกาที่ 6949/2546 และฎีกาที่ 4389/2547 พิพากษาว่า หนังสือแจ้งการประเมินที่มิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายคือประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล เมื่อประมวลรัษฎากรมาตรา 34 บัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือ แต่มิได้ มีบัญญัติว่าต้องให้เหตุผลไว้ด้วย ในขณะที่มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่าจะต้องให้เหตุผลไว้ด้วย บทบัญญัติมาตรา 34 แห่งประมวล-รัษฎากรจึงมีหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครองที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่ามาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงต้องใช้บทบัญญัติ มาตรา 37 บังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงต้องให้เหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และ (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการไม่ระบุเหตุผลที่ชัดเจนในการประเมินภาษีอากรและในคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น มีความเห็นที่เป็นประเด็นที่น่าพิจารณาในผลของคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในหัวข้อถัดไป


2.ความเห็นทางวิชาการ

2.1 แนวความเห็นที่หนึ่ง10

การประเมินตามกฎหมายภาษีอากรแต่ละประเภทได้มีกําหนดไว้แตกต่างกัน การประเมิน
ตามประมวลรัษฎากรก็มีขั้นตอนการตรวจแบบแสดงรายการและประเมินตามแบบแสดงรายการการออกหมายเรียกตรวจสอบก่อนการประเมิน การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว
จึงประเมิน ส่วนกฎหมายภาษีอื่น จะเป็นการประเมินตามแบบแสดงรายการ ถ้าสังเกต
ก็จะเห็นว่ากฎหมายภาษีทุกฉบับจะประเมินได้ต้องมีแบบแสดงรายการของแต่ละภาษีที่ผู้เสียภาษีได้ยื่นไว้ต่อเจ้าหน้าที่ แบบแสดงรายการนั้นเป็นแบบที่ผู้เสียภาษีได้แจ้งรายละเอียดต่างๆ ของเงินได้หรือทรัพย์สินที่ตนได้รับหรือมีอยู่และต้องเสียภาษีให้เจ้าพนักงานได้พิจารณา ดังนั้น
การประเมินของเจ้าพนักงานก็มาจากข้อเท็จจริงที่ผู้เสียภาษีได้แสดงไว้ให้เจ้าพนักงานตรวจดูแล้วประเมิน เจ้าพนักงานไม่ได้ทําการประเมินไปโดยพละการซึ่งก็เป็นหลักประกันการให้ความเป็นธรรมอย่างหนึ่งแล้ว ในส่วนของการอุทธรณ์ก็มีบัญญัติให้อุทธรณ์ต่อใครได้บ้าง ผู้ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ต่างก็เป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ประเมินทั้งสิ้น และยิ่งกว่านั้นยังได้มีกําหนดให้มีการอุทธรณ์ต่อศาลได้อีกขั้นหนึ่งซึ่งวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายอื่นไม่มีสิ่งเหล่านี้ น่าจะต้องถือว่า กฎหมายภาษี มีการให้หลักประกันความเป็นธรรมและมีมาตรฐานที่สูงกว่าวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในกฎหมายอื่นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ฐานวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและหลักประกันความเป็นธรรมตามกฎหมายภาษีอากรจึงน่าจะมีมาตรฐานสูงกว่าและมีหลักประกันการให้ความเป็นธรรมสูงกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เนื่องจากวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีบัญญัติมาตรฐานเพียงการแจ้งสิทธิหน้าที่แก่คู่กรณี การรับฟังข้อเท็จจริงที่คู่กรณีส่งให้ในระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ การให้โอกาสคู่กรณีชี้แจงซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นหลักปฏิบัติของเจ้า พนักงานประเมินตามกฎหมายภาษีอยู่แล้ว ส่วนการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ก็มีบัญญัติ แต่เพียงให้อุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทําคําสั่งการพิจารณาก็เป็นการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทําคําสั่งเท่านั้นไม่มีการให้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลด้วยซ้ำไป และที่สําคัญที่สุด คือ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ไม่ได้มีกําหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองไว้ด้วยว่ามาตรฐานที่กล่าวถึงนี้ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง และหลักประกันความเป็นธรรมนั้นหมายถึงอะไร ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไรจึงจะถือว่ามีหลักประกัน ความเป็นธรรม

(ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในวารสารประจำเดือนกรกฎาคม 2552)

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
   
 
กระโดดไป:  

SMF 1.1.19 | SMF @ 2013, Simple Machines
Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2013, Simple Machines