25 ตุลาคม 2014,- 10:26 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้ารวม   วิธีใช้เวปบอร์ด ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]
   
ผู้เขียน หัวข้อ: การเลี้ยงกุ้ง  (อ่าน 3820 ครั้ง)
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2954


« เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 09:58 AM »


ไฮดราหน้าตาคล้ายๆดอกไม้ทะเล อันตรายค่ะ บริเวณหนวดของไฮดรามีบางเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเข็มพิษ เมื่อไฮดรา ต้องการล่าเหยื่อ หรือทำลายศัตรูก็จะใช้หนวดรัดและปล่อยเข็ม พิษออกมา ถ้าลูกกุ้งว่ายมาโดนเข้าจะชาขยับไม่ได้แล้วก็ถูกไฮดราย่อยไปค่ะ ควรกำจัดทิ้งด้วยการขัดตู้ ตัดใบที่มีไอดราอยู่เยอะๆทิ้งไปหนือไม่หาปลาอ๊อตโต้มากินค่ะ ตัวนี้ไม่กินกุ้ง
บันทึกการเข้า
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2954


« ตอบ #1 เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 10:00 AM »

การเตรียมบ่อในการเลี้ยงกุ้งแบบปลอดสารพิษ

หลังจากที่มีข่าวดีในเรื่องเกี่ยวกับกุ้งของไทยเราในเรื่องของตลาดส่งออกไปยัง 3 ตลาดหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ส่งสัญญาณบวกเกือบทั้งหมด ทำให้การส่งออกกุ้งปี 51 ส่อแววสดใส 3 ตลาดใหญ่สหรัฐ ญี่ปุ่น อียูส่งสัญญาณบวก ยักษ์ใหญ่ทียูเอฟตั้งเป้ายอดขาย 17,000 ล้านบาท สหรัฐก็มีการทบทวนภาษีเอดีซึ่งจะมีโอกาสลดลง ไทย-ญี่ปุ่นมีข้อตกลง JTEPA เงินยูโรอ่อนช่วยดันยอด ก็นับว่าเป็นอานิสง์ของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ควรจะต้องเริ่มต้นอย่างถูกทาง ถูกวิธี เพื่อให้ผผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย จากสารพิษ ไม่มีสารตกค้างไปยังประเทศผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้ให้เป็นจุดด่างแก่วงการเกษตรของประเทศเราได้ การเริ่มต้นที่ดีและมีสติก็จะต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ปัญหาส่วนใหญ่ในการเลี้ยงกุ้งหรือสัตว์น้ำทั่วไปที่พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่พบก็คือปัญหา กุ้งเป็นโรค, กุ้งลอยหัว, น้ำหนืด น้ำเขียวเข้มมากเกินไปเนื่องจากมีปุ๋ยไนโตรเจนสูง, น้ำเน่าเสียซึ่งเกิดจากก๊าซแอมโมเนีย, ไนไตรท์, ไนเตรท, ไฮโดรเย่นซัลไฟด์, มีเธน และก๊าซของเสียอื่นๆ , กุ้งลอย กุ้งล่อง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เลยก็จะเกิดมาจากการเตรียมบ่อที่ขาดความประณีต จึงทำให้มีอินทรียวัตถุ, ขี้เลน, ขี้กุ้ง, ขี้ปลา และเศษอาหารที่ตกค้างหลงเหลืออยู่ที่พื้นบ่อมีการสะสมหมักหมมต่อๆ กันมาตลอดฤดูการเลี้ยง ซึ่งส่วนมากก็เกิดจากการที่เราไม่มีเวลาดูแลบริหารจัดการให้ดีนั่นเอง จึงปล่อยให้มีการสะสมของเสียที่พื้นบ่อตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงระยะจับไปขาย ไม่มีการดูดหรือล้างขี้เลนออกให้สะอาดเสียก่อนที่จะเริ่มทำการเลี้ยงใหม่ จึงทำให้เศษซากอินทรียวัตถุทั้งหลายหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก บางคนตากบ่อไว้เพื่อที่จะให้แสงแดดช่วยทำให้เชื้อโรคตายแต่ก็จะช่วยได้เฉพาะผิวหน้าดินเท่านั้น ข้างล่างก็ยังคงมีอยู่ เมื่อนำน้ำเข้ามาอีก เศษอินทรียวัตถุที่มีและตกค้างอยู่ก็กลับมาเน่าเหมือนเดิมอีก จึงทำให้เกิดปัญหาแบบเดิมวนไปเวียนมาไม่จบสิ้น ฉะนั้นจึงต้องมาให้ความสนใจในวิธีการเตรียมบ่อที่ดีและประณีตนั้นควรทำอย่างไร ก่อนอื่นก็หลังจากมีการจับกุ้งหรือปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการดูดขี้เลนออกไปเสียจากบ่อให้สะอาดหมดจดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ แล้วทำการตากบ่อทิ้งไว้อีกประมาณ 3-4 วัน เพื่อทำลายเชื้อโรคบางส่วนให้หมดไป ต่อมาทำการตรวจวัดสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินแล้วทำการปรับปรุงให้เหมาะสม ถ้าดินเป็นกรด (ดินเปรี้ยว) จะต้องทำการปรับปรุงดินเสียก่อนโดยการเติมกลุ่มของวัสดุปูนลงไปเพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงให้พื้นบ่อเรามีสภาพที่ดีและเหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ และถ้าเป็นด่างให้ใช้ภูไมท์ซัลเฟตถุงสีแดงหว่านให้ทั่วบ่อ ประมาณ 40 – 60 ก.ก.ต่อไร่เพื่อแก้ไข ถ้าสภาพพื้นดินมีความเหมาะสมอยู่แล้วก็ไม่ควรใช้กลุ่มวัสดุปูนหว่านลงไปอย่างเด็ดขาด เพราะจะไปสร้างปัญหาในอนาคตให้กับกุ้งหรือปลาของเราได้ อาจจะทำให้เกิดความเครียดจากค่าของน้ำที่ไม่เหมาะสม ทำให้เราต้องไปซื้อ ยา และวิตามิน มาบำรุงอีก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น หลังจากนั้นให้ใช้ สเม็คไทต์ หรือไคลน็อพติโลไลท์ หว่านเพื่อจับก๊าซแอมโมเนีย, ไนไตรท์, ไนเตรท และสารพิษต่าง ๆ ที่หลงเหลือในบ่อ เพราะหินแร่ในกลุ่มของหินภูเขาไฟ เขามีคุณสมบัติเป็นท๊อกซินไบเดอร์ด้วย (จับสารพิษ) จึงทำให้พื้นบ่อของเราค่อนข้างที่จะปลอดภัย อัตราการใช้ก็ ประมาณ 1 – 2 กระสอบต่อไร่ ทุก ๆ 15 วันนะครับ หลังจากนั้นน้ำเข้าประมาณ 60 -70 เซนติเมตร นำจุลินทรีย์ บาซิลลัส MT ครึ่งกิโลกรัม นำมาผสมน้ำสาดให้ทั่วบ่อหนึ่งไร่ เพื่อเป็นการสร้างอาหารให้แก่สัตว์หน้าดินและเพื่อเตรียมตัวในการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ อีกด้วย หลังจากนั้นจึงทำการสร้างน้ำเขียว โดยการนำมูลสัตว์ที่คิดว่าไม่มี สารพิษปนเปื้อนนะครับ เช่นโซดาห์ไฟ หรือสารพิษอื่นๆ ก็ตาม นำมาใส่ผ้ามุ้งเขียวแล้วนำไปปักไว้ตามจุดต่าง ๆ มากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของบ่อ เพื่อสร้างน้ำเขียวให้เกิดขึ้น เมื่อเตรียมบ่อทั้งหมดอย่างประณีตแล้วให้ทำการวัดค่าพีเอชของน้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีความเหมาะสมกับกุ้งหรือปลาที่เราจะเลี้ยงหรือไม่ ถ้าเป็น กุ้งกุลาดำ ก็ต้องปรับสภาพพีเอชของน้ำให้ได้ 7.5-8.5 แต่ถ้าเป็นกุ้งขาวหรือกุ้งก้ามกรามหรือปลาให้ปรับค่าพีเอชอยู่ที่ 7.0 นะครับจึงจะถือว่าเหมาะสมที่สุดครับ หลังจากนั้นจึงค่อยนำกุ้งหรือสัตว์นำที่เราต้องการนำมาเลี้ยงปล่อยลงไป หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ทำการเพิ่มระดับน้ำขึ้นมาตามลำดับจนถึง 1.8 – 2 เมตร จึงดีที่สุด
บันทึกการเข้า
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2954


« ตอบ #2 เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 10:01 AM »

เรื่อง การเลี้ยงกุ้งระบบปิดที่ปัตตานี
ปัตตานีเป็นจังหวัดเล็ก ๆ 1 ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้สุด ติดกับทะเลจีนใต้หรืออ่าวไทย และเป็นอีกจังหวัด ที่มีศักยภาพในการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งกุ้งกุลาดำจัดเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เข้าจังหวัดปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท
 
การเลี้ยงกุ้งกุลาดำของปัตตานีในปัจจุบันนี้ได้กระจายไปในหลายอำเภอ โดยมีพื้นที่เลี้ยงประมาณ 7,000 ไร่ และในกลุ่มของผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำได้รวมตัวกันตั้งเป็นชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดปัตตานี โดยมีสมาชิกประมาณ 200 คน
 
คุณสายันต์ โรยสุวรรณ เลขานุการชมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานีกล่าวถึงกล่าวถึงนโนบายของชมว่าเพื่อพิทักษ์และปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก เผยแพร่งานวิชาการสู่สมาชิก เพื่อช่วยให้การเลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จ "อย่างการปกป้องผลประโยชน์ที่ทางชมรมจะเข้าไปดูแล เช่น จัดการประมูลขายกุ้งให้กับสมาชิกโดยทางชมรมจะกำหนดราคากลางไว้ตามภาวะความเป็นจริงของตลาดหรือการตั้ง ชุดทีมจับกุ้งขึ้นมาเพื่อให้กุ้งที่ออกจากฟาร์มมีคุณภาพ และในแต่ละปีจะจัดการประชุมใหญ่ 1 ครั้ง และทุกๆ 2 เดือน จะมีการประชุมย่อย ซึ่งจะเชิญนักวิชาการมาให้ความรู้ เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทันสมัยในการเลี้ยงกุ้ง" ทั้งนี้เพื่อให้การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในจังหวัดปัตตานีได้ประสบความสำเร็จสู่จุดสูงสุดและยืนยาวตลอดไป
 
เลขานุการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำกล่าวอีกว่าเดิมนั้นการเลี้ยงกุ้งกุลาดำของที่นี่มีปัญหาเช่นเดียวกับที่อื่น ๆ โดยเฉพาะโรคหัวเหลืองระบาด ซึ่งจุดนี้ทำให้ทุกคนที่เลี้ยงกุ้งมาปรึกษากันว่าทำอย่างไร ปัญหาดังกล่าว จึงจะไม่เกิดกับการเลี้ยงกุ้งในจังหวัด
 
"ตอนนี้เรามั่นใจเลยว่า การเลี้ยงกุ้งในปัตตานีจะไม่เป็นโรคหัวเหลือง เพราะเรามีสำนึกร่วมกัน และช่วยกันป้องกัน โดยเน้นที่การไม่ปล่อยน้ำออกจากฟาร์ม"
นั่นคือ ส่วนหนึ่งของจุดเริ่มสำหนับการเลี้ยงกุ้งในระบบกึ่งเปิดกึ่งปิด ที่มีเลขานุการชมรมเป็นผู้ริเริ่มการเลี้ยงในระบบนี้จนแพร่กระจายไปในกลุ่มสมาชิก
 
"ตอนนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้เลี้ยงได้หันมาเลี้ยงในระบบกึ่งเปิดกึ่งปิด"
 
"นอกจากช่วยให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จแล้ว ประโยชน์ทางอ้อมที่ได้รับ คือ ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง จากที่เคยใช้ต้นทุนกิโลกรัมละ 110 บาท เดี๋ยวนี้เหลือประมาณ 70-80 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น "
 
"สำหรับต้นทุนที่ลดลงนั้น เขาได้อธิบายให้ฟังว่า อย่างแรกเรื่องค่าไฟฟ้าที่ต้องใช้สูบน้ำเข้าออกน้อยมาก และในเรื่องของอาหารที่ใช้ จากที่เคยเลี้ยงกุ้ง 1 กิโลกรัม ต้องใช้อาหาร 1.8 กิโลกรัม เดี๋ยวนี้ใช้อาหารเพียงกิโลกว่าเท่านั้น ทั้งนี้มาจากที่คุมแอมโมเนียด้วย"
 
"การเลี้ยงระบบนี้ น้ำที่เอาเข้ามาใช้เลี้ยงกุ้งต้องฆ่าเชื้อก่อน โดยการใช้คลอรีน แล้วแต่งสีน้ำขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมบ่อประมาณ 15 วันก่อนปล่อยกุ้ง ตลอดการเลี้ยง 2 เดือนกว่านี้ จะไม่มีการถ่ายน้ำออกเลย"
 
การใช้คลอรีนในน้ำ เลขานุการชมรมบอกว่าจริง ๆ แล้ว เป็นการฆ่าเชื้อโรคบางส่วนเท่านั้น แต่จุดประสงค์จริง ๆ ต้องการใช้กำจัดศัตรูที่มากินกุ้ง เมื่อก่อนนี้การเลี้ยงกุ้งเคยคิดกันว่าปลาเป็นตัวที่กินกุ้งมากที่สุด จึงมีการใช้กากชากัน ที่จริงแล้วมีตัวที่ร้ายกว่าปลา นั้นคือ พวกเคยกุ้งกะตอบหรือกุ้งหัวแข็ง "คลอรีนจะช่วยเคลียร์พวกนี้ได้หมด เมื่อปล่อยกุ้งลงไปแล้ว อัตราการรอดแน่นอน พวกกุ้งที่กล่าวนี้ (คือ กุ้งกะตอบ หรือกุ้งหัวแข็ง) ไม่มากินกุ้งโดยตรง แต่จะมาแย่งอาหารธรรมชาติในบ่อจากกุ้งกุลาดำที่ปล่อยลงไป" เข้าย้ำความคิดเห็นในจุดนี้ให้ฟังอีกว่า กุ้งที่ปล่อยลงไปในช่วงแรก อาหารเม็ดไม่ได้มีความสำคัญมาก กล้าพูดได้เลยว่าทุกยี่ห้อถ้าเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดอย่างเดียวจะไปไม่รอดนั้นคือ ต้องมีอาหารธรรมชาติด้วย พร้อมกับยกตัวอย่างที่พบมาจากประสบการณ์ในการเลี้ยงว่า อย่างบ่อเลี้ยงกุ้งขนาด 4 ไร่ ปล่อยกุ้งไป 200,000 ตัว ถ้าไม่เคลียร์พวกกุ้งกะตอบหรือกุ้งหัวแข็ง กุ้งพวกนี้จะมีประมาณ 20 ล้านตัวต่อบ่อและจะกินอาหารธรรมชาติในบ่อหมด ทำให้กุ้งที่ปล่อยลงไปไม่โต เมื่อขาดอาหารกุ้งก็จะตาย เพราะฉะนั้นในช่วง 2 เดือนแรก จะทำอย่าง ให้กุ้งมีอัตรารอดสูง นั้นคือสิ่งที่คนเลี้ยงกุ้งต้องการ
 

งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม
ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
โทร.  (074) 211030-49  ต่อ 2370  ต่อ 14,212849 ต่อ 14 แฟกซ์ (074) 212823 สถานีวิทยุ ม.อ.FM 88 MHz
ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา : 15.45-15.55  น.
โทร.  (074) 211030-49 ต่อ 2999

 
บันทึกการเข้า
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2954


« ตอบ #3 เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 10:01 AM »

29 ปีที่แล้ว กุ้งกุลาดำถูกนำมาเลี้ยงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย มีผู้หัดเลี้ยงทั่วประเทศ รวมกันไม่ถึง 1,200 ราย ใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงแค่ 5,700 ไร่ ให้ผลผลิตเต็มที่ปีละ 1,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 20.50 ล้านบาท

เวลาผ่านไปเกือบ 3 ทศวรรษ พ.ศ.2543 หรือปีที่แล้ว ประเทศไทยสามารถผลิตกุ้งกุลาดำได้ทั้งสิ้น 249,000 ตัน ส่งออกเฉพาะ กุ้งสดแช่แข็ง ไปขายต่างประเทศทั้งสิ้น 143,867 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท

ที่เหลือใช้บริโภคในประเทศ ส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์กุ้งกระป๋อง และกุ้งแปรรูปอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่าอีก 47,000 กว่าล้านบาท

เบ็ดเสร็จขายกุ้งกุลาดำ เฉพาะปีที่แล้วคนไทยได้เงิน 107,646 ล้านบาท

เฉพาะปีนี้ ช่วงเวลาแค่ 4 เดือนแรก มีรายงานจาก LMR Shrimp Market Report ว่า เทียบกับช่วง 4 เดือนแรกของปี 43 เฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียว นำเข้ากุ้งจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นในภาพรวมถึง 10.45%

ในจำนวนนี้ เป็นกุ้งที่นำเข้าจากไทย มากเป็นอันดับ 1 คิดเป็นปริมาณเกือบ 33,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 43 ถึง 8%

ขณะที่กุ้งไทย แม้จะส่งไปขายที่ตลาดญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 4 รองจาก อินโดนีเซีย อินเดีย และเวียดนาม แต่ตัวเลขการส่งออกไปตีตลาดแดนปลาดิบในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ สูงขึ้นจาก 4 เดือนแรกของปีที่แล้วแบบกระฉูดถึง 17.59%

แน่นอนว่า ทั้งปริมาณส่งออกและเงินตรามหาศาล ที่ได้จากการขายกุ้งปีละแสนกว่าล้านบาท จนทำให้เกิดอาการติดลมบน เวลานี้เสมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูดขนาดใหญ่ให้ผู้ที่อยู่ในวงการกุ้ง คิดวางแผนขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงของตนออกไปให้มากที่สุด เข้าทำนองตีเหล็กทั้งที ต้องตีตอนร้อน โดยอาจลืมคำนึงถึงผลได้-ผลเสียที่ตามมา

ความพยายามครั้งล่าสุดของกลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการเลี้ยงกุ้งอ้างว่า การนำกุ้งกุลาดำซึ่งเป็นสัตว์น้ำเค็มมาเลี้ยงในนาข้าวน้ำจืด หากเลี้ยงอย่างถูกวิธีการ หรือที่เรียกว่า "ระบบปิด" นอกจากจะไม่ส่งผลเสียต่อนาข้าว ยังกลับเป็นผลดี เพราะน้ำทิ้งจากนากุ้งเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ กลายเป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยมสำหรับนาข้าว

ถึงขนาดคำนวณตัวเลขกันออกมาว่า หากรัฐบาลอนุญาตให้ใช้พื้นที่การเกษตรในภาคกลางอีกหลายหมื่นไร่ มาส่งเสริมให้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้อย่างเสรี ในอนาคตไทยจะสามารถส่งออกกุ้งไปโกยเงินจากต่างประเทศได้ถึงปีละ 2 แสนล้านบาท สบาย ๆ

แต่กระนั้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการนำกุ้งทะเลอย่าง "กุลาดำ" มาเลี้ยงเป็นล่ำเป็นสันในน้ำจืด ก็มีเหตุผลสนับสนุนที่ไม่ด้อยไปกว่า

พวกเขามองว่า การจะเพิ่มพื้นที่เลี้ยงกุ้งทะเล ทั้งในน้ำเค็มและในนาข้าวให้ได้พื้นที่รวมกัน 8 แสนไร่ทั่วประเทศนั้น เป็นการเสนอเพียงเพื่อสอพลอนักการเมือง และนายทุนขายอาหารกุ้งรายใหญ่ของประเทศ ที่ครองตลาดอาหารและเวชภัณฑ์กุ้ง อยู่ในขณะนี้ถึง 50% โดยไม่คำนึงถึงความย่อยยับระยะยาวที่จะเกิดขึ้น

ข้อสำคัญ การเลี้ยงกุ้งระบบปิดในนาข้าวที่ว่า ถึงแม้จะทำได้จริงในบางพื้นที่ แต่ก็ต้องกันพื้นที่ไว้ถึง 60 ส่วนใน 100 ส่วน เพื่อเอาไว้ทำบ่อบำบัดและพักน้ำเสียที่เกิดจากนากุ้ง เท่ากับว่าเอาเข้าจริง ๆ จะเหลือพื้นที่ให้เลี้ยงกุ้งแบบรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แค่ไม่เกิน 40 ส่วน ซึ่งในความเป็นจริง เกษตรกรรายย่อยทั่วไปไม่มีทางทำได้ตามทฤษฎีนี้

บทสรุปของฝ่ายหลังก็คือ หากรัฐบาลนี้อนุญาตให้มีการเลี้ยงกุ้งน้ำเค็มในนาข้าวได้โดยฉันทานุมัติ ในทางปฏิบัติจะเกิดผลเสียหายกับพื้นที่นาข้าวภาคกลาง ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำในอนาคตอย่างสุดจะประเมินได้

ดูเหมือนประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังโต้กันเวลานี้ มีคำว่า "การเลี้ยงกุ้งระบบปิด" เป็นจุดร่วม เข้ามาเกี่ยวข้อง

หลายคนอาจยังสงสัยว่า การเลี้ยงกุ้งวิธีดังกล่าว มีขั้นตอนอย่างไร และแตกต่างจากการเลี้ยงกุ้งระบบเปิด ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันตรงไหน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และบทสรุปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จึงควรมีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

คำว่า เลี้ยงกุ้ง ระบบเปิด (Open water System) หมายถึง การเลี้ยงกุ้งโดยใช้วิธีควบคุม รักษาคุณสมบัติของน้ำ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดกับน้ำเสียในบ่อเลี้ยงกุ้ง ด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำเสียในบ่อทิ้งบ่อย ๆ และสูบน้ำดีจากธรรมชาติเข้ามาแทนที่

ปัญหาใหญ่ของวิธีนี้อยู่ที่การระบายน้ำทิ้งจากบ่อกุ้ง ที่เต็มไปด้วยยาและของเสียจากการเลี้ยงกุ้ง ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยไม่มีการนำน้ำเสียที่เกิดขึ้นไปบำบัดก่อน หรือหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ แม้จะเป็นการช่วยลดต้นทุนให้แก่เจ้าของบ่อได้เป็นอย่างดี แต่กลับเป็นการย่ำยีธรรมชาติแวดล้อมโดยรอบบ่อกุ้ง จนกลายเป็นที่รังเกียจของสังคม

เมื่อวิธีการดังกล่าว สร้างปัญหาให้ทั้งธรรมชาติและสังคม ต่อมาจึงมีผู้ศึกษาพัฒนาวิธีการเลี้ยงกุ้งแบบใหม่ ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เรียกกันว่า การเลี้ยงกุ้งระบบปิด (Closed water system)

หลักใหญ่ของวิธีนี้ก็คือ เลี้ยงกุ้งโดยนำกระบวนการทางชีวเคมีและฟิสิกส์เข้ามาใช้ควบคุมดูแลคุณสมบัติของน้ำ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงกุ้งโดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย หรืออาจเติมน้ำทดแทนในส่วนที่ระเหย หรือรั่วซึมเข้าไปบ้าง แต่ไม่มากเท่าการเลี้ยงแบบระบบเปิด

ยิ่งกว่านั้น หากฟาร์มไหนมีเทคนิควิธีจัดการที่ดี ยังสามารถนำน้ำใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้งไปบำบัดหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกอย่างต่อเนื่อง

เห็นได้ชัดว่า ข้อแตกต่างของการเลี้ยงกุ้งทั้ง 2 ระบบ การเลี้ยงกุ้งระบบปิด มีข้อดีตรงที่นอกจากไม่เปลืองน้ำ หรือไม่ต้องไปเบียดบังแหล่งน้ำธรรมชาติมากนัก ยังเป็นการช่วยลดและยับยั้งการขยายตัวของมลพิษ ที่ถูกปล่อยจากบ่อกุ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

มีการศึกษากันว่า การเลี้ยงกุ้งระบบปิด สามารถช่วยประหยัดปริมาณน้ำกว่าการเลี้ยงแบบระบบเปิด ได้มากกว่า 30-50 เท่า ซึ่งในทางกลับกัน หมายความว่า สามารถยับยั้งของเสียจากบ่อกุ้ง ที่ถูกระบายลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้ระหว่าง 30-50 เท่าด้วย

สรุปว่า การเลี้ยงกุ้งระบบปิด ไม่ว่าจะเลี้ยงแถวป่าชายเลน นาเกลือ หรือนาข้าว เป็นที่ยอมรับตรงกันว่า วิธีเลี้ยงแบบนี้ ปลอดภัยกับธรรมชาติแวดล้อม มากกว่าเลี้ยงแบบระบบเปิด ที่ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

แต่ปัญหามีอยู่ว่า ถึงแม้การเลี้ยงกุ้งระบบปิด จะมีความเคารพและรับผิดชอบต่อธรรมชาติแวดล้อมมากกว่าระบบเปิด แต่ในความเป็นจริง อย่าลืมว่ายังมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่าย และต้องกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นบ่อพัก บ่อบำบัดอันเป็นภาระเพิ่มขึ้นสำหรับผู้เลี้ยงตามมา

ยิ่งกว่านั้น แม้การเลี้ยงกุ้งระบบปิดในนาข้าว หรือพื้นที่น้ำจืด โดยนำเกลือหรือน้ำเค็มมาผสม สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ต่างจากเลี้ยงด้วยน้ำเค็มล้วนก็จริง แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาในแง่ของ คุณภาพน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินที่ได้รับผลกระทบ ให้ต้องพิจารณา

เพราะจากการศึกษาทดลองเลี้ยงกุ้งทะเลในพื้นที่น้ำจืดบางแห่ง พบว่าในแง่ผลกระทบของดิน มีการสะสมของเกลือ และการแพร่กระจายความเค็มผันแปรไปตามระยะทาง เกินกว่าค่าวิกฤติในทุกระดับ อันเป็นผลมาจากการแพร่กระจายความเค็มจากดินและน้ำที่ระบายออกจากบ่อเลี้ยงกุ้ง กว้างเป็นรัศมี 20-50 เมตร โดยรอบบ่อ

ถัดมา ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ พบว่าน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อพักหรือคูน้ำรอบบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนใหญ่มีความเค็มเกินกว่ามาตรฐานคุณภาพ น้ำที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก มีผลให้ข้าวในนาใกล้เคียงกับบ่อเลี้ยงกุ้ง มีเม็ดลีบ แตกกอน้อยกว่าปกติ หรือเติบโตไม่สม่ำเสมอ

นอกจากนี้ น้ำทิ้งบางส่วนที่ระบายออกจากบ่อเลี้ยงกุ้ง ยังมีค่าความสกปรกสูง อันเป็นผลให้คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำใกล้เคียงเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว พาดพิงไปถึงน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคโดยรอบบ่อเลี้ยงกุ้ง ทำให้เกิดปัญหาการเผชิญหน้าและทะเลาะเบาะแว้งของคนในพื้นที่ไม่รู้จบ

สุดท้าย มองในแง่ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ หากปล่อยให้มีการเลี้ยงกุ้งน้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด พบว่าจะส่งผลกระทบต่อการลดพื้นที่เพาะปลูกพืชอื่นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งส่งผลเสียต่อทรัพยากรดินที่เหมาะสมต่อการทำเกษตรกรรมอื่นในอนาคต

ที่สำคัญ การนำกุ้งทะเลไปเลี้ยงในนาข้าว ถือเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หรือใช้ทรัพยากรผิดประเภท อันเป็นเหตุให้ต่างประเทศต่อต้าน และใช้เป็นเหตุผลหนึ่งในการกีดกันการส่งออกสินค้าของไทยได้

อีกอย่าง ขณะนี้ ศักยภาพของพื้นที่ชายฝั่งของไทย ซึ่งเหมาะแก่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ยังมีเหลืออยู่อีกมากกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้เลี้ยงไปแค่เพียง 4 แสนไร่

ปัญหาเหล่านี้ เป็นเสียงทักท้วงที่ไม่ควรมอบข้าม รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ตัดสินใจ ควรเก็บไปพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก่อนจะมีบทสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาให้ชัด
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
   
 
กระโดดไป:  

SMF 1.1.19 | SMF @ 2013, Simple Machines
Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2013, Simple Machines