20 กันยายน 2014,- 02:47 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้ารวม   วิธีใช้เวปบอร์ด ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]
   
ผู้เขียน หัวข้อ: การแก้ปัญหาการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด  (อ่าน 13688 ครั้ง)
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2947


« เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 09:55 AM »

โดย ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  4 กันยายน 2544 
 

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณาข้อดีข้อเสียของการทำนากุ้งในพื้นที่น้ำจืดแต่ไม่สามารถ
หาข้อสรุปส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปพิจารณาลงมติเป็นมติครม.ได้ จึงขอให้คณะอนุกรรมการไปศึกษาตัวอย่าง โดยใช้เวลาไม่เกิน 45
วัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะไม่ว่าผลหรือมติของกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะออกมาอย่างไร ย่อมมีผลต่อประเทศชาติไม่ทางใดก็
ทางหนึ่งทั้งสิ้น ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงต้องรอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและใช้ข้อมูลให้ครบทุกด้าน

เท่าที่ผ่านมา มีข้อมูลทั้งจากภาครัฐและจากการสืบเสาะของสื่อมวลชนมาชี้แจงแก่ประชาชนในสองลักษณะ คือ ฝ่ายกรมประมงบอกว่า
ทำได้ ไม่มีปัญหา ส่วนกรมพัฒนาที่ดินและกรมชลประทาน บอกว่ายังไม่แน่ใจ แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก สำหรับนักวิชาการ ก็มีอยู่สองขั้ว
คือที่เห็นด้วยสุดลิ่มทิ่มประตูกับฝ่ายที่ยังไม่เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นบอกว่า ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงกุ้งในลักษณะที่ไม่มีวันยอมให้เลี้ยง แต่แม้จะเลี้ยงในพื้นที่น้ำจืดก็ยังเห็นด้วยได้
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง ปัญหาคือ ณ ขณะนี้ยังมีความคิดแยกออกเป็นสองส่วนอยู่ และถ้าตกลงกันในเรื่อง
วิชาการในหมู่นักวิชาการด้วยกันเองยังไม่ได้เลย แล้วจะให้ชาวบ้านเขาแน่ใจได้อย่างไรว่า มันจะไม่มีผลเสียต่อประเทศชาติ หลายฝ่าย
ยังกังวลกับสิ่งนี้เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเด็นนี้ถ้ามันเสียแล้วเสียเลย แก้ไม่ได้ ถึงแก้ได้ก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งมักเป็น
งบหลวง ไม่ใช่มาจากงบของเอกชนที่ทำนากุ้งซึ่งรวยแล้วและหนีหายไปแล้ว

ในเมื่อยังตกลงในเรื่องทางเทคนิคนี้ไม่ได้ เรื่องอื่นก็ไม่ต้องไปพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลังทั้งสิ้น

ดังนั้น ก็ควรรอสักนิด และทำเทคนิคพิจารณ์ (technical hearing) ระหว่างนักวิชาการต่างสาขาให้ลงตัวกันก่อนดีกว่า ถ้าคำตอบ
บอกว่าทำไม่ได้ก็จะได้หยุด ไม่ต้องมาเสียเวลาและพลังงานของทุกคนและฝ่าย

แต่ถ้าทางวิชาการสรุปได้ว่า ไม่มีปัญหาทางเทคนิค ก็ใช่ว่าจะหมดปัญหาในมิติอื่น และเริ่มลงมือทำฟาร์มกุ้งในพื้นที่น้ำจืดได้เลย

ปัญหาที่ว่านั้นมีอยู่สามสี่ประการ ซึ่งพอสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้

ข้อหนึ่ง การเติมเกลือ : นักวิชาการเลี้ยงกุ้งบอกว่าในการเลี้ยงแบบใหม่ที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนี้เขาใช้ความเค็มต่ำ โดยในช่วงเริ่มต้นเลี้ยง
ลูกกุ้งก็ใช้ความเค็มต่ำกว่าน้ำทะเลแล้ว (ขนน้ำเค็มมาจากทะเลมาใส่ในบ่อในพื้นที่น้ำจืด แล้วเติมน้ำจืดลงไป จึงต้องนำมาเลี้ยงในพื้นที่
น้ำจืดนั่นปะไร) คือใช้เพียง 5 ppt (ส่วนในพัน) ในขณะที่น้ำทะเลเค็มสูงถึง 35 ppt และเมื่อลูกกุ้งโตขึ้นก็จะเติมน้ำจืดไปเรื่อยๆจน
ความเค็มลดลงเหลือเพียง 1 ppt ซึ่งก็เกือบจืดสนิทแล้ว (น้ำธรรมชาติมีความเค็มอยู่ในช่วง 0.1 ถึง 1 ppt แล้วแต่ว่าอยู่ไกลหรือใกล้ทะเล
เพียงใด) โดยในช่วงนี้กุ้งกุลาดำซึ่งเป็นกุ้งน้ำเค็มก็จะกลายสภาพเป็นกุ้งน้ำจืดโดยปริยาย

แต่อย่างไรก็ตาม ตอนสูบน้ำออกจากบ่อเพื่อให้บ่อแห้งและเอากุ้งไปจำหน่าย เขาจะไม่ทิ้งน้ำนั้นออกสู่สิ่งแวดล้อม แต่จะเอาน้ำนั้นเข้า
บ่อบำบัดฟอกน้ำให้สะอาด แล้วเอากลับมาใช้เลี้ยงลูกกุ้งใหม่ในรอบการเลี้ยงครั้งต่อไป แต่เมื่อน้ำช่วงนี้มันจืดแล้ว จึงต้องมีการเติมเกลือ
หรือน้ำเค็มเข้าไปอีกจนได้ 5 ppt เหมือนในการเลี้ยงตอนแรกของรอบการเลี้ยงแรก

คือ ต้องมีการเติมความเค็มเข้าไปในบ่ออยู่อีกทุกครั้งที่มีการเลี้ยงรอบต่อไป

คำถามคือ ถ้าเติมไปเรื่อยๆในลักษณะนี้สักวันน้ำก็จะเค็มเต็มบ่อหรือไม่(เพราะเกลือที่เติมไปมันหายไปไหนไม่ได้ เพราะระบบเป็นระบบปิด)
และจะเค็มมากจนเลี้ยงกุ้งต่อไปไม่ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ คนเลี้ยงกุ้งก็ต้องระบายน้ำออกแน่ๆ ระบบจึงไม่ใช่ระบบ 'ปิด' ดังอ้างอีก
ต่อไป ซึ่งก็จะผิดเงื่อนไขของการเลี้ยงที่กรมประมงได้วางเอาไว้

และเมื่อมีการระบายน้ำออกนอกบริเวณบ่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องเกิดขึ้นแน่ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่จะ
บอกว่าไม่มีเลยนั้นคงไม่ใช่ แต่ถ้าน้ำไม่ได้เค็มมากขึ้น (ด้วยวิธีการเลี้ยงแบบใหม่นี้) ก็ไม่ต้องระบายน้ำออก ระบบก็จะเป็นระบบปิด ปัญหา
นี้ก็หมดไป แต่จะไปมีปัญหาข้ออื่นๆตามมาดังนี้

ข้อสอง ระบบปิดปิดได้จริงหรือ : ข้อนี้เกี่ยวข้องกับข้อแรก เขตการเลี้ยงกุ้งมักเลี้ยงในพื้นที่ไกลชุมชน การลักลอบปล่อยน้ำเสีย/ น้ำเค็ม
ออกจากบ่อ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนนั้น ไม่มีทางที่ภาครัฐหรือภาคประชาชนก็ตามทีจะคุมได้ ต้องอาศัยความไว้เนื้อ เชื่อใจจากผู้เลี้ยง
กุ้งเพียงประการเดียว ซึ่งจะไว้ใจได้แค่ใดนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปยังคลางแคลงอยู่พอสมควร

ข้อสาม แผนที่กับของจริง : ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืดนี้ เขาไม่ได้ให้เลี้ยงที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ แต่ต้องเลี้ยงในบริเวณที่มีดิน
'ใต้ดิน' เค็มอยู่เก่าก่อนแล้ว คือเป็นบริเวณที่เป็นทะเลเก่า มีตะกอนทะเลทับถมอยู่เดิม แม้ดินข้างบนจะเป็นดินจืดแต่ข้างล่างจะเป็นดินเค็ม
รัฐจึงจะกำหนดและขีดวงให้ว่าที่ใดเลี้ยงได้ ที่ใดทำไม่ได้ โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นคนขีดวง(อาจจะบนแผนที่) แต่ปัญหาคือ
ในภาคสนามหรือความเป็นจริงนั้นเราโดยเฉพาะชาวบ้านจะดูไม่ออกหรือได้ไม่ชัดว่า ตรงไหนแน่ที่ทำได้ ที่ไหนไม่ได้ ซึ่งถ้าตรงนี้ไม่ชัด
เวลาลงมือปฏิบัติจริงก็จะเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งระหว่างคนทำสวนทำนากับคนเลี้ยงกุ้งตามมาได้มากมาย

ข้อสี่ ประชาพิจารณ์ : ถ้าคำถามสามสี่ข้อข้างต้นนั้นตอบได้หมด ก็ยังมาติดที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดไว้ว่า ต่อไปนี้การใช้
ทรัพยากรของประเทศต้องให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินใจด้วย ซึ่งยังมองไม่เห็นทางอื่นนอกจากเอามาปรึกษา
หารือกันและทำเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้งทางเทคนิคและทางสังคม - เศรษฐกิจ - สิ่งแวดล้อม

ต่อเมื่อคำถามทั้งหมดนี้ตกลงกันได้แล้วโน่นแหละ จึงควรเอาเรื่องนี้เข้าไปให้กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น
อะไรๆ ก็ตกลงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อเข้าประชุมก็จะตกลงกันได้อย่างไม่น่ามีปัญหา

ระบบและขั้นตอนต่างๆของกระบวนการต่างๆ จึงควรเป็นอย่างที่ว่านี้ ปัญหาทั้งหมดจึงจะแก้ไขได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งวิธีการนี้อาจช้าหน่อย
ในตอนแรก แต่จะไร้ปัญหาและลงมือทำได้จริง ได้เร็ว ในตอนหลัง(ถ้าทำ
บันทึกการเข้า
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2947


« ตอบ #1 เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 10:03 AM »

การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่กสิกรรมมาเป็นพื้นที่เพื่อทำนากุ้ง นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพดิน
ทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่เพาะปลูก อันเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงเป็นอย่างมาก
สภาพการใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยไร้ทิศทาง และไม่มีขอบเขตจำกัดเช่นนี้
นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งและจะนำไปสู่ความหายนะต่อทรัพยากรที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง
สมควรที่จะได้อนุรักษ์ไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างถูกวิธีและเหมาะสม
มีประสิทธิภาพและได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดในการผลิต
โดยพิจารณาจากคุณลักษณะของทรัพยากรที่ดินที่มีอยู่เป็นสำคัญ
และไม่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป
อันเป็นผลดีต่ออนุชนรุ่นหลังจะได้มีใช้ต่อไปในอนาคต
เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ให้ผลตอบแทนแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสูงมาก จึงเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรบางส่วน
ได้เปลี่ยนแปลงพื้นที่ไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่  13  จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี, นครนายก,
ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, ปราจีนบุรี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, นครปฐม, ราชบุรี, อ่างทอง, นครสวรรค์,
ปทุมธานี และอยุธยา เป็นต้น 
ซึ่งในระยะยาวจะก่อให้เกิดปัญหาการสูญเสียทรัพยากรที่ยากต่อการฟื้นฟู
อันเนื่องมาจากการแพร่กระจายของดินเค็ม
ปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากน้ำเสียที่ระบายออกจากนากุ้งสู่พื้นที่ใกล้เคียง
และเมื่อเกิดสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม
การเลี้ยงกุ้งประสพความล้มเหลว  จากการเกิดโรคระบาดที่ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดแก้ไขได้   
นากุ้งก็คงจะต้องทิ้งล้างและย้ายที่ทำ ไปสู่แหล่งอื่น ๆ ต่อไป
สภาวะการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปัจจุบัน
การเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้พัฒนาและมีการขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
ปัจจุบันมีพื้นที่การเพาะเลี้ยงทั้งสิ้นประมาณ 550,000 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น
1.  พื้นที่ที่มีการเลี้ยงโดยระบบความเค็มปกติ อันได้แก่   พื้นที่ชายฝั่งทะเล มีเนื้อที่
ประมาณ 447,000 ไร่ (ร้อยละ 81.3)
2.  พื้นที่ที่มีการเลี้ยงโดยระบบความเค็มต่ำ  บริเวณน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที
อิทธิพลของน้ำทะเลเข้าถึง มีเนื้อที่ประมาณ 91,394.25 ไร่ (ร้อยละ 16.5)
3.  พื้นที่ในเขตน้ำจืดโดยวิธีนำน้ำเค็มเข้มข้นจากนาเกลือมาใส่ในบ่อแล้วเติมน้ำ
จืดเจือจางให้ได้ความเค็ม 5-8 ส่วนในพัน (ppt)  มีเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่  (ร้อยละ 2.2)
การพัฒนาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่น้ำจืดเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 บริเวณ
ภาคกลางในจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง จนปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในเขตจังหวัด
ภาคกลาง  โดยมีสามเหตุมาจากการเสื่อมโทรมของพื้นที่ชายฝั่งทะเล  และพื้นที่ในเขตน้ำกร่อย
การเปิดพื้นที่ใหม่ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ จะให้ผลตอบแทนสูง แต่เมื่อดำเนินการระยะต่อมา
ความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมการสะสมธาตุอาหาร สารเคมี และเชื้อโรค ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง
ประสบปัญหาเกี่ยวกับน้ำเสีย และโรคกุ้งระบาดอย่างรุนแรง ซึ่งยังคงระบาดติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
ยังไม่สามารถควบคุมได้  ทำให้เกิดปัญหาการทิ้งล้างพื้นที่จำนวนมาก
เมื่อพื้นที่บริเวณชายฝั่งและพื้นที่น้ำกร่อยหายากขึ้นทำให้มีการแพร่กระจายการเลี้ยงกุ้งเข้ามาสู่พื้นที่ในเขตน้ำจืด
ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่ดินอย่างไร้ทิศทาง และจะก่อให้เกิดผลเสียหายรุนแรงในพื้นที่เกษตรกรรม
การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืด โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวในจังหวัดต่าง ๆ โดยการขุดบ่อมีขนาดพื้นที่ประมาณ 4 ไร่
แต่ละบ่อมีความลึกประมาณ 1.5-2 เมตร แล้วนำน้ำเค็มจัดจากทะเล ที่มีความเข้มข้นสูงไม่ต่ำกว่า 200 ppt
มาผสมกับบ่อเลี้ยงจนมีความเค็มประมาณ  7 ppt  แล้วจึงนำลูกกุ้งจากโรงเพาะพักมาปล่อยเลี้ยง เป็นระยะเวลาประมาณ 4
เดือนต่อรุ่น การเลี้ยงกุ้งดังกล่าวเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา (Intemsive culture) โดยมีจำนวนกุ้งหนาแน่น ประมาณ 20-40
ตัว/หนึ่งตารางเมตร ต้องให้อาหาร ใช้สารเคมีชนิดต่าง ๆ ทั้งรูปสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์
ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นนากุ้งจะมีการถ่ายเทมลสารออกในรูปของเหลือของอินทรีย์สาร  ปูน  ยา  สารเคมี และเชื้อโรคต่าง ๆ
ปะปนมากับน้ำ   และรวมทั้งการกำจัดของเสียก้นบ่อออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเกินความสามารถในการรองรับตามธรรมชาติ 
ทำให้ระบบสิ่งแวดล้อมล้มเหลว  เมื่อความเสื่อมโทรมของบ่อกุ้งถึงจุดหนึ่งจะก่อให้เกิดโรคระบาด ทำให้กุ้งตาย     
ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดบำบัดแก้ไข       
การระบาดของโรคกุ้งได้ทำให้ผู้ประกอบการต้องทิ้งล้างบ่อกุ้งและขาดทุนเป็นจำนวนมา     
นอกจากนี้การทำนากุ้งยังได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทำการเกษตร
น้ำเสียที่ปล่อยจากนากุ้งก่อนการจับ ถึงแม้ว่าน้ำจะมีค่าความเค็มประมาณ 2 ppt
(จะซึมไปในพื้นดินหายไประหว่างเลี้ยงประมาณ 5 ppt) แต่น้ำจะมีค่าการนำไฟฟ้าในน้ำ 400-1,000 ไมโครโมห์ต่อcc     
(สำหรับน้ำที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้กับพืชทุกชนิด      ตามมาตรฐานการจำแนกของสถาบันวิจัย USA  มีค่าไม่ควรเกิน
250 ไมโครโมห์ ต่อ cc แต่ FAO กำหนดให้ไม่ควรเกิน 500 ไมโครโมห์ เป็นน้ำคุณภาพดี)
เมื่อปล่อยน้ำออกมาจะไหลลงสู่แม่น้ำลำคลองบางส่วนไหลเข้าไปในพื้นที่นาข้าวพื้นที่ทำการเกษตรอื่น ๆ
ทำให้ผลผลิตของการเกษตรอื่น ๆ ลดลง
ดร.สมศรี  อรุณินท์   ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านปรับปรุงดินเค็ม กรมพัฒนาที่ดิน       กล่าวว่า การนำน้ำ
ทะเลที่มีความเค็มระหว่าง 150 - 200 พี.พี.ที มาใส่ในบ่อดินในพื้นที่น้ำจืด แม้ความเข้มข้นของเกลือจะลดลง
แต่ปริมาณเกลือก็ยังมีปะปนอยู่ไม่ได้หายไปไหน ส่วนหนึ่งจะซึมไปอยู่ในน้ำใต้ดิน
และอีกส่วนหนึ่งปะปนไปกับน้ำที่ระบายออกจากบ่อ
ซึ่งจากการคำนวณปริมาณเกลือที่ตกค้างในดินภายหลังการเพาะเลี้ยงแล้วพบว่า มีปริมาณถึง 8 ตัน/ไร่     ถ้าเลี้ยง 2 ครั้ง
ในรอบปีจะมีถึง 16 ตัน/ไร่ ทีเดียว
ด้านนายสมพงษ์  ถีรวงศ์  อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ได้เปิดเผยในเรื่องเดียวกันนี้ว่า จาการสำรวจของกรม
พบลักษณะของดินในที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นดินชนิดแร่ดินเหนียว ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับธาตุอาหารและธาตุต่าง ๆ ได้สูง
ฉะนั้น โซเดียมที่มีอยู่ในน้ำเกลือที่เติมลงไปในดินจะถูกตรึงไว้ในดิน จำเป็นต้องใช้วิธีปรับปรุงดิน
ด้วยการเติมสารอนินทรีย์บางประเภทไปขับไล่ เช่น ยิปซัม ซึ่งวิธีการนี้ลงทุนสูง และดินที่กลับคืนมาก็ไม่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม
เพราะดินที่เค็มแล้วจะเป็นดินเสียทั้งด้านเคมีและกายภาพ กล่าวคือ ทางด้านเคมี นอกจากจะมีประมาณเกลือที่มากแล้ว
ยังทำให้เกิดการเป็นพิษของธาตุโซเดียม ซ้ำดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำจะเกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุมากกว่าปรติ
ส่วนทางด้านกายภาพดินจะแน่นแข็ง อุ้มน้ำได้น้อย หรือดินอยู่ในสภาพฟุ้งกระจายไม่มีโครงสร้างของดิน
ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการปรับปรุงฟื้นฟูดิน ซึ่งไม่คุ้มกับรายได้ที่รับระยะสั้น อย่างไรก็ตาม
กรมพัฒนาที่ดินไม่เห็นด้วยหากมีการนำน้ำเค็มมาใส่เพื่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตน้ำจืด
ผลกระทบจากการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด
จากการศึกษาผลกระทบจากการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่เกษตรกรรมน้ำจืด ของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า
ค่าความเค็มจะสามารถแพร่กระจายออกไปได้เป็นระยะทางมากกว่า 600 เมตร หลังจากทำการเลี้ยงกุ้งมาเป็นระยะเวลา 1 ปี
ตามทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน และพบว่าที่ระดับความลึกของดิน 0-50 เซนติเมตร ค่าความเค็มในดินจะอยู่ระหว่าง
3.4-5.5 มิลลิโมห์/cc เมื่อมีระยะเวลาการเลี้ยงมา 6 เดือน และพบค่าความเค็มเพิ่มขึ้นเป็น 5.5-10 มิลลิโมห์/cc
เมื่อมีการเลี้ยงกุ้งผ่านไป 3 ปี ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะทำให้พื้นที่ทำการเกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชที่มีระบบรากตื้น
เนื่องจากดินบริเวณราบลุ่มภาคกลางเป็นดินเหนียวประเภท มอนท์มอร์ลโลไนต์ (montmoriilonite)
เป็นดินที่มีปริมาณโซเดียมสูง ความเค็มจะมีผลต่อคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวเคมีของดิน
ทำให้อนุภาคดินเหนียงฟุ้งกระจายอยู่ในสารละลายดิน เมื่อดินแห้งจึงจับกันเป็นแผ่นแข็ง น้ำซึมผ่านเข้าออกยาก
เมื่อดินแห้งจะแตกระแหงทำให้รากพืชขาดเสียหาย นอกจากนี้ความเค็มของดินยัง
มีผลต่อความเป็นกรดด่างของดิน ทำให้ค่า PH ของดินสูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการนำธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ลดลง
และยังมีผลต่อปริมาณจุลินทรีย์ในดินทำให้น้อยลง
เมื่อพื้นที่เกษตรกรรมได้รับอิทธิพลจากความเค็มที่แพร่กระจายไปในพื้นดิน
จะทำให้สภาพดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชแล้วยังได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งและเกิดข้อพิพาทระหว่างเกษตรกร
ผู้ใช้น้ำจืดกับผู้เลี้ยงกุ้งในปัญหาคุณภาพน้ำที่จะนำมาใช้ประโยชน์ หากเกิดปัญหาการทิ้งล้างพื้นที่นากุ้งในอนาคด 
ในการแก้ไขปัญหาจะต้องใช้ทั้งวิธีทางกายภาพกับวิธีทางชีวภาพ และเคมี ซึ่งถ้าดินมีสภาพเสียหายมาก
จะต้องใช้งบประมาณสูงจนอาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนปรับปรุงคุณภาพของดินให้กลับ
มาสามารถใช้เพื่อการผลิตทางการเกษตร ได้อีกต่อไป
บันทึกการเข้า
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2947


« ตอบ #2 เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 10:04 AM »

นำร่องวิจัยเลี้ยงกุ้งในน้ำจืด
หนีปัญหาน้ำเค็มซึม-พืชผลลด

 แหล่งข่าวจากกรมประมง เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเกษตรกรนาข้าว ต.บ้านหลวง อ. เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เข้าร้องเรียนผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลบัวหลวง และสถานี โทรทัศน์แห่งหนึ่ง กรณีได้รับความเดือดร้อนจากการใช้น้ำในแหล่งน้ำที่ใกล้เคียงกับฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ขาว ซึ่งมีน้ำเค็มบางส่วนไหลลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ผลผลิตข้าวที่เกษตรกรปลูกตกต่ำลงจากเดิม รวมทั้งต้นข้าวอ่อนตาย ดังนั้น กรมประมง จึงได้เชิญตัวแทนจากสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด ชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟังความคืบหน้าและหารือ ร่วมกันถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
 ทั้งนี้เบื้องต้น สำนักงานประมงอยุธยาได้ดำเนินการแก้ปัญหาโดยให้ อบต.บัวหลวง ขุดลอก คลองส่งน้ำให้สามารถไหลลงสู่แหล่งน้ำอื่นได้ เนื่องจากคลองเดิมเป็นคลองที่ตัน มีความยาวเพียง 300 เมตร ตลอดจนให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรวจสภาพดินในบริ เวณที่ได้รับการร้องเรียนมาสำรวจหาความเค็ม รวมทั้งตรวจสอบน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง นอกจากนี้สำ นักงานเกษตรอำเภอ ยังได้ทำการทดลองปลูกข้าวในพื้นที่ดังกล่าวโดยควบคุมการปลูกข้าวตามหลัก วิชาการ เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนจากทุกฝ่าย
 นายถิรวัธน์ ลี้ภัยสมบูรณ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่าดินในบริเวณดังกล่าวเป็นดินเหนียวซึ่งเป็นเรื่องยากที่น้ำเค็มจะซึมลงดิน อย่างไรก็ตามสมา คมฯ จะผลักดันให้มีการขยายผลการศึกษาในเรื่องผลกระทบของการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดทั้งระบบ ทั้งนี้ได้เสนอให้จ.นครปฐมเป็นจังหวัดนำร่องในการศึกษาการเลี้ยงกุ้งแบบไม่ใช้น้ำเค็ม เพื่อ แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
บันทึกการเข้า
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2947


« ตอบ #3 เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 10:04 AM »

บทบาทของกรมพัฒนาที่ดินในการแก้ไขปัญหา


--------------------------------------------------------------------------------

1. การจัดทำแผนที่ทางวิชาการ

(1.1) แผนที่แสดงข้อจำกัดในการกำหนดเขตให้และห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำ     มาตราส่วน 1 : 250,000 จำนวน 41 จังหวัด พร้อมทั้งแจกจ่ายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

(1.2) แผนที่กำหนดความเหมาะสมสำหรับเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่ชายฝั่งทะเล มาตราส่วน 1 : 50,000 จำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง กระบี่ พังงา ตรัง สตูล และภูเก็ต โดยได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม

2. การฟื้นฟูสภาพพื้นที่นากุ้งร้าง ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูพื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 2 แห่ง คือ

(2.1) จากงบประมาณแผ่นดินปี 2543 เป็นต้นไป ใช้ชื่อ โครงการฟื้นฟูพื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ มีเป้าหมายดำเนินการปีละ 700 ไร่

(2.2) จากกองทุนสิ่งแวดล้อม ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ชื่อ โครงการแก้ไขปัญหาจากการยกเลิกการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในเขตพื้นที่น้ำจืด ปี 2544 ซึ่งมีหน่วยงานรับผิดชอบ 3 หน่วยงาน มีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านพันธุ์สัตว์น้ำจืด กรมพัฒนาที่ดินรับผิดชอบด้านการฟื้นฟูดิน พื้นที่เป้าหมาย 92 ไร่ ในพื้นที่ จ. ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ลพบุรี และอุทัยธานี ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์บก

3. ทำแผนที่แสดงเนื้อที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ บริเวณ 23 จังหวัด

ได้ทำการสำรวจพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืด 23 จังหวัด ในเดือนสิงหาคม 2541 โดยใช้ภาพดาวเทียม LANDSAT – TM เดือนกรกฎาคม 2541 มาตราส่วน 1 : 50,000 ประกอบการสำรวจภาคสนาม พบว่าพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่น้ำจืด จำนวน 23 จังหวัด มีเนื้อที่รวม 140,343 ไร่ จำแนกรายจังหวัด ดังนี้คือ

1. ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 52,346 ไร่ 13. อ่างทอง เนื้อที่ 1,205 ไร่

2. ปราจีนบุรี เนื้อที่ 28,608 ไร่ 14. กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 321 ไร่

3. นครปฐม เนื้อที่ 13,775 ไร่ 15. ลพบุรี เนื้อที่ 300 ไร่

4. นครนายก เนื้อที่ 10,947 ไร่ 16. ชัยนาท เนื้อที่ 290 ไร่

5. ชลบุรี เนื้อที่ 10,193 ไร่ 17. นครสวรรค์ เนื้อที่ 275 ไร่

6. สุพรรณบุรี เนื้อที่ 8,491 ไร่ 18. นนทบุรี เนื้อที่ 139 ไร่

7. สมุทรปราการ เนื้อที่ 3,240 ไร่ 19. กาญจนบุรี เนื้อที่ 120 ไร่

8. พระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 2,816 ไร่ 20. สระบุรี เนื้อที่ 97 ไร่

9. ราชบุรี เนื้อที่ 2,186 ไร่ 21. สิงห์บุรี เนื้อที่ 78 ไร่

10. เพชรบุรี เนื้อที่ 2,010 ไร่ 22. อุทัยธานี เนื้อที่ 63 ไร่

11. ปทุมธานี เนื้อที่ 1,525 ไร่ 23. สมุทรสงคราม เนื้อที่ 30 ไร่

12. สมุทรสาคร เนื้อที่ 1,288 ไร่

4. สำรวจข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตพื้นที่น้ำจืด ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการสำรวจและเก็บตัวอย่างดิน น้ำ จากบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ พื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบที่จะมีต่อพืชและสัตว์ซึ่งจะดูผลกระทบจริงในภาคสนาม และสอบถามเกษตรกรที่อยู่ข้างเคียง

5. การศึกษาการแพร่กระจายของความเค็มที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในบริเวณพื้นที่น้ำจืดภาคกลางโดยการจัดทำรูปแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อคาดคะเนการแพร่กระจายของความเค็มที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในระบบความเค็มต่ำของพื้นที่น้ำจืดในภาคกลางโดยดำเนินการที่ตำบลบึงบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และตำบลบางพลวง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี (ดำเนินการโดย กลุ่มปรับปรุงดินเค็ม กองอนุรักษ์ดินและน้ำ)

6. โครงการความร่วมมือกับ FAO เพื่อศึกษาผลกระทบจากการทำนากุ้งร้างในพื้นที่น้ำจืด และการฟื้นฟูพื้นที่เนื่องจากปัญหาดินเค็ม โดยได้รับงบประมาณจาก FAO จำนวนประมาณ 10 ล้านบาท ให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 23 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2542 ถึงเดือนกันยายน 2544 เพื่อทำการศึกษาในพื้นที่ 3 แห่ง คือจังหวัดสุพรรณบุรีในพื้นที่รับผิดชอบของ สพข.1 จังหวัดปราจีนบุรีในพื้นที่รับผิดชอบของ สพข.2และจังหวัดนครศรีธรรมราชในพื้นที่รับผิดชอบของ สพข.11 โดยศึกษาการแพร่กระจายของพื้นที่ดินเค็มและศึกษาวิธีการที่เหมาะสมที่ใช้ต้นทุนต่ำในการฟื้นฟูพื้นที่นากุ้งร้างและพื้นที่ดินเค็มที่ได้รับผลกระทบจากการทำนากุ้ง

7. โครงการศึกษาผลกระทบและรูปแบบการแพร่กระจายความเค็มจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืด ปีงบประมาณ 2543 (ภายใต้แผนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำบางปะกงและลุ่มน้ำสาขา ระยะเร่งด่วน) ได้รับอนุมัติงบกลาง จำนวน 7.5 ล้านบาท ให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2543 โดยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 เห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ครั้งที่ กพอ. 2/2542 ให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักประสานกับกรมประมง กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (สพอ.)


--------------------------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
morgan manager
Morgan Manage
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2947


« ตอบ #4 เมื่อ: 17 กันยายน 2009,- 10:06 AM »

ลุ่มน้ำปากพนังในอดีตนั้น ถูกยอมรับเสมอว่า คือ อู่ข้าวอู่น้ำของนครศรีธรรมราช และประตูเศรษฐกิจในหัวภาคใต้ ฝั่งตะวันออก มาแต่อดีต (พ.ศ.2398) หลัง พ.ศ.2500 ในยุคของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ อาชีพเชิงพาณิชย์ การค้า การส่งออก กลายเป็นทางเลือกจากกลุ่มทุน โดยเฉพาะอาชีพประมงในอำเภอปากพนัง ยุคนั้นประสบความสำเร็จมาก จนเข้าสู่ยุค พ.ศ.2520-2530 จึงเกิดอาชีพใหม่ เฟื่องฟูไม่แพ้ประมง นั่นคือการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งแพร่สะพัดไปทั่วชายฝั่งภาคใต้

เมื่อเกิดเศรษฐกิจนากุ้ง พื้นที่ป่าชายเลน ป่าจาก พื้นที่ชุมน้ำกร่อย น้ำจืดถูกบุกรุกแปลงสภาพเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง เสียหายไปมากมาย ทุ่งนาในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ปลูกข้าว เขียวขจียามหน้าดำ และเหลืองทองอร่ามยามรวงสุกโน้มคอต่ำ แต่ปัจจุบันถูกขุดไปเป็นบ่อกุ้งและทิ้งร้างหลังจากใช้ประโยชน์เต็มที่แล้ว ร้างมากมายสุดลูกหูลูกตา

ปัญหาการเข้ามาของนากุ้ง มิได้โทษเพียงเกษตรกรผู้เลี้ยงเท่านั้น แต่ต้องโทษทุกๆ ภาคส่วน ทั้งตัวเกษตรกร นายทุน และภาครัฐ ที่ส่งเสริมนากุ้งและทอดทิ้งนาข้าว ทั้งที่ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแตกต่างจากการทำนาข้าว ตรงที่ใช้น้ำกร่อยเป็นปัจจัยการผลิต ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดัดแปลงสิ่งแวดล้อม ให้อาหาร ควบคุมโรคและควบคุมคุณภาพการผลิต ดังนั้น การล่มสลายของนากุ้งก่อผลสะเทือนอย่างรุนแรงไม่น้อยกว่าการล่มสลายของเศรษฐกิจลุ่มน้ำปากพนังในยุคผลิตข้าวเพื่อส่งออก ซึ่งนำมาสู่โครงการจัดการน้ำระยะต่างๆ เพื่อสร้างทางเลือกให้ทั้งอย่าง ยังดำรงอยู่ได้ คือคนทำนากุ่งและคนทำนาข้าว

จากนั่นไม่นาน การก่อสร้างทางน้ำ กำแพงกั้นคูคลอง ที่เคยขุดไว้เมื่อ 100 ปีก่อนก็เริ่มขึ้น บางส่วนก็เริ่มตื้นเขิน ประกอบกับการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ การตัดถนนขวางแนวทางน้ำหลาก การถมดินสร้างที่อยูอาศัย สร้างเมือง สร้างสถานที่ราชการ จึงนำมาสู่ปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงในฤดูมรสุม ขาดแคลนน้ำจืดในหน้าแล้ง และน้ำเค็มรุกเข้าในลำน้ำจนถึงอำเภอชะอวด (ประมาณ 100 กิโลเมตรจากอ่าวปากพนัง) ส่งผล กระทบต่อการทำนาข้าว ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค มากขึ้นๆ
   วิกฤติการจัดการน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเริ่มมานาน ย้อนไปในฤดูแล้ง ปี 2518 เมื่อทางราชการมีโครงการขุดคลองผันน้ำจืด จากคลองฆ็อง เดิมเข้าสู่คลองชะเมา เพื่อนำน้ำจืดไปช่วยการประปาส่วนภูมิภาค “จ่ายน้ำให้เทศบาลเมืองปากพนัง” เพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำจืดในฤดูแล้ง

ดังนั้น การค้นพบต้นเหตุวิกฤติ เพราะการจัดสรรทรัพยากรล้วน ตอบสนองคนเพียงส่วนหนึ่งนี่เอง แล้วไม่ให้ชุมชนผู้ใช้ทรัพยากรมีส่วนร่วม คือชนวนมาสู่ความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม

จุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2536-2537 โดยรัฐบาล ซึ่งได้สนองพระราชดำริ จัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเต็มรูปแบบ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10 อำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช และบางส่วนของจังหวัดพัทลุง เนื้อที่เกือบ 2 ล้านไร่

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังนี้เอง ได้เริ่มพัฒนาแหล่งน้ำทั้งระบบ จัดการพื้นที่ใหม่ แยกความต้องการออกชัดเจน เป้าหมายหลักคือเพื่อส่งน้ำ สำหรับการเกษตรโดย นากุ้งและนาข้าว และเฉพาะเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยในโครงการใหญ่นี้เองก็มีโครงการขนาดเล็กๆ ตามมามาย อาทิ



โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส บ้านวังหอน ตำบลวังอ่าง ความจุ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 5 หมื่นไร่
- โครงการเสาธงเป็นเหมือนฝายที่ บ้านสอ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา พื้นที่ในลุ่มน้ำปากพนังได้รับประโยชน์ประมาณ 1 หมื่นไร่
- โครงการชลประทานขนาดเล็ก 50 โครงการ
- โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน 7 แห่ง พื้นที่ได้รับประโยชน์ 1 หมื่นไร่ เป็นต้น

ทั้งหมดเป็นโครงการที่ได้ดำเนินแล้ว เสร็จมาแต่เดิม ต่อมากรมชลประทานวางแผนพัฒนาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนัง เป็น 2 ระยะ กล่าวคือ

ระยะแรก จะทำการขุดลอกคลองธรรมชาติในลุ่มน้ำปากพนังเพื่อระบายน้ำและส่งน้ำให้ได้มากขึ้น พร้อมทั้งก่อสร้างประตูน้ำปิดปากคลองเพื่อเก็บกักน้ำจืดและป้องกันน้ำเค็ม รวมถึงการขุดลอกคลองชะอวด-แพรกเมือง เพื่อผันน้ำหลากลงทะเล ขุดลอกคลองบ่อคณฑี และคลองหน้าโกฏิ เพื่อผันน้ำจากคลองหัวไทรลงสู่ทะเล

   ระยะที่สอง ทำการก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนังเพื่อเก็บกักน้ำจืดและป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็ม พร้อมกับคลองระบายน้ำฉุกเฉินลงสู่ทะเลซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จปิดประตูระบายน้ำปากพนัง (อุทกวิภาชประสิทธิ) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542

ผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงยิ่งซับซ้อน และเป็นปัญหากระทบถึงกันทั้งระบบสังคม ระบบนิเวศ ระบบการจัดการ อันเกิดจากการปิด-เปิดประตูระบายน้ำ ปัญหาที่เห็นชัดเจน อาทิ เกิดน้ำท่วมตลาดปากพนัง น้ำไม่หมุนเวียนเกิดการหมักหมม น้ำเน่าเสีย น้ำท่วมขัง และกระทบไปถึง การเพาะเลี้ยงกุ้ง ตลอดจนทำให้สัตว์น้ำในลุ่มน้ำปากพนังสูญพันธุ์ไปประมาณ 96 ชนิด

กรณีคลองฆ็อง เดิมนั้น ได้รับผลกระทบจากการจัดการน้ำ เพื่อการเกษตร (เพื่อคนนาดอน) ในเขตตำบลสวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ นครศรีธรรมราช จนต้องหยุดอาชีพทำนาลงเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ.2521 ก็หยุดลงเกือบ 100% จากผลกระทบของการจัดการน้ำเท่านั้นเอง ปัญหานี้เกิดก่อนการิเริ่มโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง เกิดก่อนอันเนื่องมาจาก โครงการสร้างถนน และเขื่อนคลองฆ็อง ซึ่งในความจริงสภาพพื้นที่คลองฆ็อง เป็นพื้นที่ระบายน้ำธรรมชาติ ที่รับน้ำมาจาก อ.ร่อนพิบูลย์ อ.พระพรหม และอ.ชะอวด ดังนั้น สภาพเดิมตามธรรมชาติคลองฆ็องจึงมีความลึกและกว้าง เพื่อระบายน้ำซึ่งใหญ่และลึกรองจาก คลองปากพนัง เท่านั้น

เมื่อมีการสร้างเขื่อนคลองฆ็อง มีสร้างประตูระบายน้ำขนาดเล็ก ซึ่งไม่สามารถระบายน้ำได้ทันการไหลหลาก หรือระบายได้ช้า ใช้เวลานาน จนก่อให้เกิดการท่วมขัง และเอ่อล้นเข้าท่วมไร่นาชาวบ้าน ทำให้การทำนาปีของชาวนาในพื้นที่ ตำบลสวนหลวง ต้องเลิกร้างและทิ้งนาให้ร้างมานานแล้ว

หลังเกิดโครงการลุ่มน้ำปากพนัง ชาวบ้านมีความหวังกับชีวิตใหม่มากขึ้น จึงปรับเปลี่ยนจากนาร้างหันมาปลูกหญ้า เลี้ยงวัว ปลูกปาล์ม ยางพารา และอื่นๆ กระนั้น ชีวิตใหม่ที่สวยหรูก็ยังมาไม่ถึง “ชาวนา ลุ่มน้ำคลองฆ็อง” ที่ยังต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขัง อันเกิดจากปัญหาการบริหารจัดการน้ำของโครงการลุ่มน้ำปากพนัง โดยเฉพาะประตูคลองฆ็อง ที่บริหารโดยไม่ได้ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกับชาวนาที่ลุ่ม แต่เป็นการบริหารโดยมุ่งให้ความสำคัญแต่กับชาวนาที่ดอน หรือที่สูง ผลคือ ผลักดันให้ชาวนาที่ลุ่มเผชิญกับความลำบาก อดอยาก ยากจน ไร้ทางออกเรื่อยมา

ดังนั้น กลุ่มชาวนาที่ลุ่มคลองฆ็อง ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ นครศรีธรรมราช จึงทบทวนและยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐ และภาคอื่นๆ เข้ามาแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้
1.ให้คลองฆ็อง เป็นคลองหลักใช้ประตูน้ำปิด-เปิด ของคลองอื่นๆ ที่อยู่ติดทะเล
2.ลดระดับน้ำคลองหลัก (คลองฆ็อง คลองปากพนัง คลองแพรกเมือง) เพื่อให้ระดับน้ำต่ำลง คลองย่อย จะได้ระบายน้ำที่ท่วมขังพื้นที่เกษตรออก
3.จัดให้มีคณะกรรมการบริหารคลองย่อยโดยใช้เกษตรกรในพื้นที่นั้นๆ
4.สูบน้ำเข้าคลองย่อย ที่เป็นที่ดอน เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ และเก็บน้ำไว้ตามที่สาธารณะ และบ่อ คู หนอง และคลองย่อยๆ
5.ขอให้จัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ และผลกระทบเกี่ยวกับสาธารณะอย่างเป็นธรรม

บันทึกการเข้า
sombutbkkk
th. Member
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #5 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2012,- 12:19 PM »

จำหน่ายไคโตซานคุณภาำพดีเกรดA เร­่งการเจริญเติบโต เสริมสร้างภูมิ­ต้านทานโรค
กุ้งลอกคราบเร็ว โตเร็ว แข็งแรง น้ำไม่เน่าเสีย ราคาโรงงานลิตรละ 60-180 บาท
สนใจติดต่อ ห.จ.ก. ดาวทองไคโตซานT.0870212722 สมบัติ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
   
 
กระโดดไป:  

SMF 1.1.19 | SMF @ 2013, Simple Machines
Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2013, Simple Machines